• June 18, 2024

กว่าจะมาเป็นรถยนต์ในปัจจุบัน

กว่าจะมาเป็นรถยนต์ในปัจจุบัน

การเดินทางที่สะดวกสบายที่สุดในเวลานี้ก็คงจะหนีไม่พ้น “”การขับยนต์ส่วนตัว” กันอย่างแน่นอนครับ เพราะการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะมีความสะดวกทั้งในเรื่องของพื้นที่ของตนเอง การจะทำอะไรก็สามารถทำได้ทั้งหมด แต่ทุกๆ ท่านเคยทราบกันหรือไม่ครับว่า “กว่าจะมาเป็นรถยนต์ในปัจจุบัน” นั้น มีประวัติความเป็นมากันอย่างไร บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปหาคำตอบกันครับ

กว่าที่รถยนต์จะมีรูปลักษณ์และเทคโนโลยีเช่นในปัจจุบัน มันต้องผ่านการพัฒนาและปรับปรุงมาอย่างยาวนาน มีหลายขั้นตอนสำคัญดังนี้

– ยุคเริ่มต้น (ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17) ในอดีตมีการคิดประดิษฐ์ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานคน หรือสัตว์ เช่น รถลากจูงสำหรับเดินทางบนบก หรือเรือใบสำหรับเดินทางทางน้ำ

– ยุคการใช้พลังงานไอน้ำ (คริสต์ศตวรรษที่ 18) เกิดการประดิษฐ์เครื่องจักรกลไอน้ำ และนำไปใช้กับยานพาหนะต่างๆ อย่างรถจักรไอน้ำของริชาร์ด เทรวิธิก เป็นต้น

– ยุคเครื่องยนต์สันดาปภายใน (คริสต์ศตวรรษที่ 19) นิโคลอส โจเซฟ คูญงง์ ประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นครั้งแรก ก่อนที่คาร์ล เบนซ์จะนำเครื่องยนต์ชนิดนี้ติดตั้งกับรถยนต์คันแรกในปี 1886

– ยุคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ (ต้นศตวรรษที่ 20) เฮนรี่ ฟอร์ด ริเริ่มระบบการผลิตแบบสายพานลำเลียงหรือการผลิตแบบพวกพ่วง ทำให้สามารถผลิตรถยนต์จำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

– ยุคนวัตกรรมเทคโนโลยี (หลังปี 1950) เริ่มมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้กับรถยนต์มากขึ้น เช่น ระบบควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์แบบใหม่ ระบบความปลอดภัย ตลอดจนการออกแบบตัวรถให้มีรูปทรงสวยงามขึ้น

– ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (ปัจจุบัน) เน้นเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และระบบสมองกลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยรถยนต์ในปัจจุบันเป็นผลมาจากการสั่งสม ปรับปรุง และต่อยอดเทคโนโลยีตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง

รถยนต์คันแรกของโลก

Benz Patent-Motorwagen ผลิตในปี ค.ศ.1886 ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นรถยนต์คันแรก กล่าวคือ เป็นพาหนะซึ่งออกแบบมาให้ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ราคาเดิมของพาหนะใน ค.ศ.1885 อยู่ที่ 150 ดอลลาร์สหรัฐ พาหนะดังกล่าวได้รับสิทธิบัตรของเยอรมนี หมายเลข 37435 ซึ่ง คาร์ล เบนซ์ ขอจดเมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ.1886 หลังจากนั้น คาร์ล เบนซ์ เปิดตัวประดิษฐกรรมของเขาต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1886 บนถนนริงชตราเซอในมันไฮม์ ประเทศเยอรมนี

5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะมีรถยนต์คันแรก

●ต้องมีเงินดาวน์รถ 15-25% โดยเงินดาวน์ คือ เงินก้อนแรกสำหรับการซื้อรถ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อเป็นเงินสดก้อนเดียวได้เลย ส่วนใหญ่จะให้วางเงินดาวน์ที่ 15-25% ของราคารถ เช่น รถยนต์รุ่น A ราคา 690,000 บาท วางเงินดาวน์ 25% จะเท่ากับ 172,500 บาท ก็จะเหลือค่ารถให้ผ่อนต่ออีก 517,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกับทางโชว์รูมหรือไฟแนนซ์ ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็คือ “ดาวน์เยอะผ่อนน้อย ดาวน์น้อยผ่อนเยอะ” แต่ก็มีโชว์รูมบางแห่งให้โปรโมชันดาวน์ 0% หมายความว่าคุณสามารถออกรถได้เลยโดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ แต่อัตราดอกเบี้ยค่างวดรถต่อเดือนก็จะสูงกว่าการวางเงินดาวน์ ทีนี้ก็อยู่ที่ความสะดวกของคุณเอง

●ต้องเสียค่ามัดจำป้ายแดงด้วยนะ หลายคนอาจไม่รู้ว่าป้ายแดงต้องมัดจำด้วย นั่นก็เพราะรถใหม่ที่ยังไม่ได้ป้ายขาว ทางโชว์รูมจะให้ป้ายแดงมาใช้เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะมีค่ามัดจำอยู่ราวๆ 2,000-3,000 บาท แล้วแต่โชว์รูม เมื่อเราได้ป้ายขาวและนำป้ายแดงไปคืนก็จะได้ค่ามัดจำส่วนนี้คืนเต็มจำนวน

●ค่าภาษีและ พ.ร.บ. รถยนต์รายปี โดยภาษีและ พ.ร.บ. รถยนต์ เป็นค่าใช้จ่ายแพ็กคู่ที่ต้องชำระเป็นประจำทุกปีตามกฎหมายกำหนด โดยเริ่มที่ พ.ร.บ. หรือประกันภัยภาคบังคับ เพื่อคุ้มครองตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุจราจร ชดเชยค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมทดแทน ถ้าไม่ทำมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และทำให้เสียภาษีไม่ได้ โดยภาษีที่ว่านี้เป็นการต่ออายุทะเบียน คิดค่าภาษีตามขนาดจุเครื่องยนต์ หากไม่ต่อภาษีเกิน 3 ปี จะถูกระงับป้ายทะเบียน ดังนั้นต้องเช็กวันตามกำหนดให้ดีจะได้ไม่เสียสิทธิ์ของคุณเอง

●ค่าน้ำมันที่ต้องเสียต่อเดือน น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รถวิ่งได้ แต่ราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ เพราะปัจจุบันนับเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้ง E20, 91 และ 95 ก็เกือบลิตรละ 40 บาท ถ้าเป็นเบนซินก็ลิตร 43-45 บาท และดีเซลตกลิตรละ 29-35 บาท ดังนั้นลองสังเกตให้ดีว่าเติมเต็มถังใช้เงินเท่าไหร่ และคำนวณว่า 1 ถังพาเราเดินทางได้กี่กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนถูกว่าใน 1 เดือนควรแบ่งเงินมาเติมน้ำมันกี่พันบาท

●ค่าบำรุงรักษาต่างๆ เพราะรถยนต์ใหม่ ๆ จะต้องผ่านการตรวจเช็กระยะเป็นประจำ ส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6-12 เดือน โดยช่างประจำศูนย์จะคอยตรวจสอบอะไหล่และของเหลวต่าง ๆ ที่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมบำรุงตามระยะ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายตามที่ศูนย์บริการกำหนด เพื่อให้คุณใช้รถได้อย่างปลอดภัย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “กว่าจะมาเป็นรถยนต์ในปัจจุบัน” ที่เราได้รวบรวมมาฝากทุกๆ ท่านกันครับ หวังว่าจะเป็นความรู้ติดตัวที่ดีกันนะครับ